สวัสดีคะ ยินดีต้อนรับคะ

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

“นมแม่” ดีแท้แน่นอน ปกป้องลูกจากโรคภูมิแพ้


รูปภาพจาก สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย



“นมแม่” ดีแท้แน่นอน ปกป้องลูกจากโรคภูมิแพ้ ปัจจุบันความชุกของโรคภูมิแพ้ที่สำคัญ โดยเฉพาะ โรคหืด (asthma) และ โรค แพ้อากาศ (allergic rhinitis)  มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก จากการสำรวจนักเรียนในกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี 2533 – 2538 พบอัตราความชุกของโรคหืดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.2 เป็นร้อยละ 13 และโรคแพ้อากาศเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17.9 เป็นร้อยละ 40 นับเป็นโรคที่สำคัญสำหรับประชากรเด็กไทยอย่างยิ่ง

 การกินนมวัวกับการเกิดโรคภูมิแพ้

ทารกที่ได้รับนมวัวตั้งแต่แรกเกิด มีความเสี่ยงต่อการถูกกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อโปรตีนในนมวัว เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้โปรตีนในนมวัวถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายในลักษณะโมเลกุลใหญ่ได้ ร่างกายของทารกก็จะสร้างแอนตี้บอดี้ เช่น IgM และ IgE ขึ้นมาตอบสนองต่อโปรตีนเหล่านี้ และทารกที่มีแอนตี้บอดี้ specific IgE ต่อนมวัวในระดับที่สูงจะเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้น อาการดังกล่าว ได้แก่ ผื่นคันเรื้อรังที่ผิวหนัง หอบหืด หวัดเรื้อรัง หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด จากการวิจัยพบว่าเมื่อนำเด็กกลุ่มนี้งดนมวัว อาการผิดปกติจะหายไป ทารกที่มีอาการแพ้นมวัวเมื่อโตขึ้นมีโอกาสเป็นโรคหอบหืดและแพ้อากาศมากกว่าทารกปกติ

จากงานวิจัยเด็กจำนวน 4,089 คนในประเทศสวีเดน พบว่าการเริ่มให้นมวัวเมื่อเด็กมีอายุมากกว่า 4 เดือน สามารถลดการเกิดโรคภูมิแพ้ เช่นโรคหืด ผื่นผิวหนังอักเสบ แพ้อากาศในช่วงอายุน้อยกว่า 2 ปีได้ร้อยละ 30

ดังนั้น ถ้าต้องการให้นมผสมซึ่งส่วนใหญ่มีโปรตีนเต็มรูปของนมวัว (entire protein molecule) ควรเริ่มให้เมื่อเด็กมีอายุมากกว่า 4 เดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมีการพัฒนาของระบบทางเดินอาหารดีกว่าตอนแรกเกิด เนื่องจากสามารถเลือกดูดซึมเฉพาะโปรตีนที่มีโมเลกุลเล็กเพื่อป้องกันการแพ้นมวัวและลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ในอนาคต

ในช่วงที่เด็กกินนมแม่เพียงอย่างเดียว จะลดโอกาสการได้รับโปรตีนที่เสี่ยงต่อการแพ้จากนมวัวและอาหารเสริมอื่น มีงานวิจัยแบบ meta analysis ที่แสดงให้เห็นผลของการให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียว (execlusive brest feeding) ต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ เช่น Gdalevich และคณะได้นำงานวิจัยแบบ prospective  จำนวน 18 รายงาน มาทำการวิเคราะห์เพื่อดูความสัมพันธ์ของการกินนมแม่กับการเกิด atopic dermatitis มีจำนวนเด็กที่อยู่ในการวิจัยทั้งหมด 4,158 คน และอายุทึ่ได้รับการวินิจฉัย atopic dermatitis อยู่ระหว่าง 1-5 ปี พบว่าถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ นับเฉพาะญาติสายตรง (first degree relative) เด็กที่กินนมแม่อย่างเดียวมากกว่า 3 เดือน มีโอกาสเป็น atopic dermatitis น้อยกว่าเด็กที่กินนมวัว และอาหารเสริมอื่นก่อนอายุ 3 เดือน (OR 0.58, 95% CI 0.41-0.92) แต่ถ้าไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้พบว่าการเกิด atopic dermatitis ในเด็กทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (OR 0.84, 95% CI 0.59-1.19) แสดงว่าการกินนมแม่อย่างเดียวลดการเกิด atopic dermatitis เฉพาะเด็กในกลุ่มที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้เป็นต้น
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก วันที่ 1 มิถุนายน 2546 หน้า 4



ทำการเกงซับฉี่แบบง่ายให้ลูกเอง

ตอนนั้นเราก็ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเหมือนกัน แต่มีปัญหาทับทิมเป็นผื่นผ้าอ้อม ทั้งๆที่ก็เปลี่ยนบ่อย บางที หนึ่งชั่วโมงก็เปลี่ยนแล้ว เมื่อทับทิมเป็นผื่นผ้าอ้อมก็เลยซื้อกางเกงซับฉี่ให้ทับทิม แต่มีปัญหาตรงที่มันนานแห้ง แล้วพอแห้งแล้วก็ไม่แน่ใจอีกว่า ชั้นผ้าข้างในจะแห้งดีหรือยัง ถ้าไม่แห้งจะเป็นราไหม


ตอนนั้งดูกางเกงซับฉี่




เลยเกิดไอเดียง่ายๆจึงมาบอกต่อกันคะ


1, ต้องมีกางเกงในทารกก่อน ดังรูป



2. ต่อจากนั้นก็ต้องมีผ้าขนหนูผื่นเล็กที่ใช้สำหรับเช็ดหน้า ดังรูป


3.นำผ้าขนหนูมาพับตามขนาดที่เราว่าพอเหมาะ ในรูปพับ 3 ครั้ง


4.นำผ้าขนหนูที่พับแล้วใส่เข้าไปในกางเกงในลูก



5. หรือว่าถ้ามีกางเกงซับฉี่แบบ ในรูป ก็ใส่เพิ่มเข้าไปก็ได้คะ





ข้อดีของการทำกางเกงซับฉี่เองนี้
1. ซักง่าย เวลาลูกอึ ทำความสะอาดง่ายกว่ากางเกงซับฉี่ที่เย็บติดกันแล้ว
2. ประหยัด ไม่ต้องไปซื้อกางเกงซับฉี่ซึ่งบางญี่ห้อแพง
3. แห้งง่ายมากๆ เพราะแยกซักได้ทีละชิ้น
4. ไม่ต้องกังวลว่าจะกางเกงที่ลูกใส่จะเป็นรา



วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เมื่อทับทิมท้องเสียไม่หาย

                           ก่อนหน้านี้ทับทิมสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีมากๆคะ ไม่เคยเป็นหวัดเลยตั้งแต่เกิดมา แต่หลังจากกลับจากแฟลกซ์ของพ่อเขาก็เป็นหวัดเลย (ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน) เป็นหวัดอยู่อาทิตย์กว่าถึงจะดีขึ้น แต่ยังมีบ้าง อาจเพราะที่แฟลกซ์อากาศชื้นมาก มีเชื้อราขึ้นตามจุดต่างๆด้วยคะ เราก็ยังกลัวว่าเชื้อราจะเข้าไปในปอด
                   หลังจากนั้น ก็ท้องเสีย ได้ 2 อาทิตย์ (คุณหมอบอกว่าลำไสกอักเสบ)ตอนนี้ยังไม่หายเลยคะ อึเป็นมูกสีเขียว ถ่ายบ่อยวันละประมาณ 7 ครั้งต่อวัน ไปพบคุณหมอเด็ก 4 หนด้วยกัน และก็โทรบอกอาการของทับทิมตลอด คุณหมอเด็กบอกว่าถ้ายังไม่หายคงต้องนอนโรงพยาบาลฉีดยา เพราะทับทิมกินยายากมากๆ(หมอเด็กได้ลองให้ยาทับทิมแล้ว ก็ว่ายาก) น้ำเกลือแร่ที่คุณหมอให้มา ทับทิมก็ไม่กิน กินแต่นมแม่ (เราก็กลัวจะลูกจะช็อกเพราะขาดน้ำ พยายามให้ดูดนมเยอะๆ ทับทิมก็ดันไม่ยากดูดซะนี้)คิดแล้วสงสารลูกมากมายเลย เวลาอึทีบิดตัว คงจะปวดท้องด้วย เวลานอนก็ดิ้นไปดิ้นมา แล้วตอนนี้ก็ผอมลงมากด้วย จนเห็นตา 2 ชั้นแล้ว(ปกติเห็นตาชั้นเดียวคะ) ตอน 4 เดือนน้ำหนัก 6 .2กิโลกรัม จนตอนนี้ 6 เดือนแล้วน้ำหนักแทบไม่ขึ้น น้ำหนักตอนนี้ 6.6 กิโลกรัมคะ ทั้งๆที่ 2 เดือนนี้น้ำหนักน่าจะขึ้นประมาณเกือบ 2 กิโลกรัม
                   ส่วนผื่นตามตัวขึ้นมากกว่าเดิมจนน่ากลัว เมื่อก่อนยังขึ้นแต่บริเวณข้อพับ แต่ตอนนี้ขึ้นตรงท้อง หลัง ต้นขา น่องขึ้นตรงหน้าแล้วด้วย บริเวณล่างปาก ข้างจมูก ทับทิมก็คงคัน เขามือถือไปถูมา จนหน้าผากเป็นรอยขีดขวนจากเล็บตัวเอง(ทั้งๆที่เราก็ตัดเล็บให้สั้นแล้วนะคะ)
                    คุณหมอเองก็ไม่แน่ใจว่าผื่นนี้จากภูมิแพ้จริงหรือไม่ เพราะทายามานาน เปลี่ยนยาแล้วก็ไม่หาย ตอนนี้เราก็งดนมวัวด้วย กลัวว่าทับทิมจะแพ้นมวัวที่ผ่านจากนมแม่ ถึงทำให้ท้องเสียและมีผื่นมากอย่างนี้ ส่วนวัคซีน 6 เดือนตอนนี้เลื่อนไปก่อนจนกว่าอาการท้องเสียของทับทิมจะดีขึ้น เพราะต้องหยอดวัคซีนโรต้าด้วย(ซึ่งอาจทำให้ท้องเสีย และอาเจียนได้) ส่วนอาหารเสริมก็ยังไม่ได้เริ่มเลย พยายามไม่เครียดแล้วละนะ กลัวลงน้ำนม แต่มันก็อดไม่ได้ สงสารทับทิมจังเลย อยากให้หายเร็วๆจัง
                    ล่าสุดพาทับทิมไปหาหมอเด็กเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม น้ำหนักลดลงอีกเหลือ 6.5 กิโลกรัม คุณหมอบอกว่าไม่นอนโรงพยาบาลดีกว่า กลัวได้รับเชื้อโรคไปอีก (ช่วงนี้ไข้หวัด 2009 มาอีกแล้วคะ) จึงเปลี่ยนยามาอีกตัว ทาน 3 เวลา (ร้อง3เวลา) จนตอนนี้ ยังมีถ่ายเหลวอยู่ ทั้งๆที่ยาตัวใหม่จะช่วงให้ถ่ายเป็นก้อนถึงกับท้องผูกเลยทีเดียว ท้องเสีย 2 อาทิตย์กว่าแล้วละสิ

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ลูกเป็นหวัด ทำไงดี กินยาอะไรดี ต้องกินยาฆ่าเชื้อหรือไม่

ลูกเป็นหวัด กินยาอะไรดี

โรคหวัดที่ติดกันได้เร็วส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัส 


รักษาตามอาการ โรคหายได้เอง อาจจะเร็วหรือช้า แล้วแต่กรณี ไม่ควรกินยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น
 
 


โรคหวัดที่ติดกันได้เร็วส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัส อาการจะเป็นมากเป็นน้อย หายเร็วหายช้า ขึ้นกับหลายปัจจัย
 
  • เชื้อไวรัสที่ได้รับ เป็นเชื้อที่รุนแรงหรือไม่
  • ภูมิต้านทานของลูก ถ้าเป็นเด็กที่แข็งแรง ได้รับภูมิต้านทานจากนมแม่ ก็มักหายเร็วกว่า และอาการมักจะรุนแรงน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้นมแม่
  • มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกหรือไม่
 

 ลูก น้ำมูกไหล

จะช่วยอย่างไรดี 
  การช่วยบรรเทาอาการน้ำมูกไหลในเด็กเล็กๆ แนะนำให้ใช้น้ำเกลือหยอดหรือเช็ดจมูก ไม่ควรใช้ยาลดน้ำมูก เพราะจะทำให้เสมหะเหนียว และอาจไอมากขึ้น   ถ้าเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่ไอเก่งแล้ว สามารถใช้ได้
 
 
ส่วนเรื่องไอ เด็กเล็กยังไอไม่เก่ง ยาละลายเสมหะก็อาจช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ที่ดีคือการเคาะปอดในรายที่ไอมีเสมหะมาก ซึ่งอาจขอให้คุณหมอหรือพยาบาลสอนให้เวลาพาลูกไปตรวจ 
 
ยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อนั้นใช้ได้กับเชื้อแบคที่เรีย จึงไม่ช่วยรักษาโรคจากไวรัส  แต่ถ้ายังเป็นต่อหรือเป็นมากขึ้นหลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์ ซึ่งมักเกิดจากมีเชื้อแบคทีเรียแทรก ยาแก้อักเสบจึงจะช่วยได้ในช่วงนี้  แต่ควรปรึกษาคุณหมอดีกว่า ไม่ควรซื้อยากินเอง

ถ้ามีอาการไข้ ก็ควรเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดให้ทั่ว โดยเฉพาะบริเวณข้อพับและซอกคอ ไม่ควรห่มผ้าหนา เพราะความร้อนจะระบายไม่ออก  ถ้าไข้ไม่ลด สามารถให้กินยาลดไข้พาราเซตามอลได้ ส่วนขนาดยา ขอให้ปรึกษาคุณหมอจะดีกว่า

ที่มา : http://www.thaibreastfeeding.org/content/view/23/94/

รวมเคล็ดลับและความรู้เรื่องนมแม่ 25 ข้อ

คลอดที่โรงพยาบาลที่สนับสนุนนมแม่ (จริงๆ)- นมแม่จะสำเร็จได้ง่าย ถ้าได้การเริ่มต้นที่ถูกต้อง
- รพ.ที่สนับสนุนนมแม่จะให้ลูกและแม่ได้เจอกันหลายครั้งใน 1 วัน เพื่อให้ลูกดูดกระตุ้นให้ร่างกายแม่สร้างน้ำนม
- รพ.ที่เสริมนมผงให้ลูกโดยที่ไม่มีเหตุจำเป็น ไม่ได้สนับสนุนนมแม่อย่างแท้จริง
(ขอให้สอบถามกับโรงพยาบาลก่อนซื้อแพคเกจคลอดบุตรว่า แม่และลูกพบกันเพื่อดูดนมวันละกี่ครั้ง)

เชื่อมั่นในนมแม่และร่างกายของตนเอง
- นมของแม่ทุกคน มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิดแต่ไม่มีใครโฆษณาให้ญาติผู้ใหญ่ฟัง คุณแม่ควรศึกษาให้เข้าใจบ้าง และนำเอกสาร/แผ่นพับกลับบ้านเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกครอบครัว เพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกัน

คลอดธรรมชาติ ถ้าเป็นไปได้ เพราะร่างกายแม่จะฟื้นตัวเร็ว
แม่ที่ผ่าคลอดก็สามารถให้นมแม่ได้ แต่ควรใช้เทคนิคอุ้มลูกด้วยท่าที่ไม่กดทับแผลผ่าคลอด
3 ด. (ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี) หลังคลอดจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมเร็ว
- ดูดทันทีหลังคลอดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำนม
- ดูดสม่ำเสมอทุกๆ 2 ชม และ
- เมื่อลูกดูด ให้อมลึกถึงลานนม ถ้าดูดถูกวิธี แม่ไม่ต้องทนเจ็บปวด

หัวนมเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ต้องรักษาให้ดี
- ถ้าลูกอมลึกถึงลานนมจะรีดน้ำนมออกได้มาก แม่จะไม่รู้สึกเจ็บ
- หลังให้นมแม่ ใช้นมแม่ทาหัวนมและผึ่งให้แห้ง ช่วยสมานแผลหรือลดความระบมได้

สลับดูด ซ้าย-ขวา ไม่ใช่เฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง
ลูกจะได้หัดดูดทั้งสองข้าง กระตุ้นให้น้ำนมสร้างเท่าๆ กันทั้งสองข้าง
สมมติว่ารอบเช้า เริ่มเต้าขวา ดูดเต้าซ้ายไม่เกลี้ยง ก็ให้บีบข้างซ้ายออก
รอบต่อไปให้ดูดข้างซ้ายให้เกลี้ยง แล้วบีบข้างขวาออก (ใช้ยางรัดผมคล้องที่ข้อมือเตือนความจำ)

หัวนมสั้น ไม่ใช่อุปสรรค
- หากเต้านมคัดตึงและดึงให้หัวนมสั้นลงอีก จะทำให้ลูกงับนมได้ไม่ลึก
- ให้บีบน้ำนมออกโดยให้บีบรอบๆ ลานนม (หรือเครื่องปั๊ม)
- เมื่อหัวนมอ่อนนุ่มและแหลมขึ้น ลูกจะงับได้ง่ายขึ้น


นมแม่ต้องฝึกฝน จะสำเร็จได้ แม่ต้องฝึกอุ้มและสังเกตลูก ส่วนลูกก็ต้องเรียนรู้ในการดูดเต้าแม่

เลือกพบกุมารแพทย์ ที่สนับสนุนนมแม่
หากนมแม่ไม่พอ คุณหมอควรช่วยค้นหาสาเหตุและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ไม่ใช่เอะอะก็เสริมนมผง

ขอความช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหา ไปคลินิกนมแม่ หรือปรึกษาแม่อาสา


งดใช้ขวดนมในระยะ 2 เดือนแรกโดยเด็ดขาด
- ให้ดูดจากเต้าเท่านั้น เพราะน้ำนมจากขวดที่ไหลเร็ว ทำให้ลูกดูดนมแม่แล้วหงุดหงิด มีโอกาสปฏิเสธเต้าแม่สูงขึ้น
- ทารกที่ได้รับน้ำนมผ่านขวดตั้งแต่ที่รพ.จะได้รับการฝึกดูดเต้าแม่ไม่เพียงพอ เมื่อกลับบ้านอาจมีปัญหาดูดนมแม่
- ทารกที่ชอบดูดนมจากขวด จะไม่อ้าปากกว้างแต่งับตื้นๆ ดูดนมแม่ไม่ลึก แม่จะเจ็บ หัวนมจะแตก
- หากมีความจำเป็นที่ต้องป้อนน้ำนมแม่ตอนแม่ไม่อยู่ ควรใช้ถ้วยใบเล็ก (cup feeding) หรือ ช้อนค่อยๆ ป้อน

น้ำนมเพียงพอหรือไม่ สังเกตดังนี้
- นับจำนวนผ้าอ้อมเปียก (ผ้าอ้อมผ้า 6-8 ผืนชุ่มใน 24 ชม. หรือ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป 4-5 ชิ้น)
- ถ่ายเป็นสีเหลืองทองหรือเหลืองนวล นิ่มคล้ายยาสีฟัน บ่อยได้ถึง 10 ครั้งต่อวัน (ในช่วงเดือนแรก ในเดือนที่สองอาจไม่อึหลายวันเพราะลำไส้ทำงานดีขึ้น) อาจดูเหมือนเมล็ดมะเขือ มีมูกยืดบ้าง กลิ่นไม่รุนแรง
- หลังลูกดูดนมเสร็จ เต้านมแม่อ่อนนุ่มลง
- ลูกสงบลง แลดูมีความสุขและพอใจหลังได้ดูดนมแม่ อาจนอนหรือไม่นอนหลับหลังดูดนมก็ได้


ไม่เสริมนมผง หรือนมของแม่คนอื่น
เมื่อลูกอิ่มแล้วจะไม่ดูดกระตุ้นจากที่เต้าของแม่ ทำให้น้ำนมแม่ไม่มากเท่าที่ลูกต้องการ

ลูกหงุดหงิดเมื่อดูดนมแม่ มีไม่กี่สาเหตุหลัก แต่ไม่ใช่นมแม่ไม่พอ
1. ถ้าลูกเคยกินนมจากขวด ลูกอาจเริ่มชินกับน้ำนมที่ไหลเร็วทันใจ งับปุ๊บก็ไหลปั๊บ แต่นมแม่จะไหลหลังดูดประมาณ 1 นาที (กลไกธรรมชาติของการหลั่งน้ำนม) จึงทำให้หงุดหงิดรำคาญ เป็นอาการแรกเริ่มของอาการ"ติดจุก" (กรุณาดูวิธีแก้ในหัวข้อต่อไป)
2. ถ้าลูกไม่เคยกินนมจากขวด ลูกอาจหงุดหงิดเพราะน้ำนมพุ่งแรงเกินไป แม่สามารถบีบน้ำนมออกบ้างเพื่อลดแรงฉีดของน้ำนม
3. สาเหตุอื่นๆ ที่พึงพิจารณาคือ อากาศร้อน ง่วง ไม่สบายตัว เปียกชื้น เสียงดังสภาพแวดล้อมไม่สงบ เป็นต้นค่ะ

ถ้าลูกเริ่มติดจุก ให้ดูดแต่เต้าแม่เท่านั้นและงดขวดโดยเด็ดขาด
เวลาลูกเจอเต้าแม่แล้วหงุดหงิด พองับเต้านมแม่ให้หยดน้ำนมลงที่มุมปากของลูก เพื่อหลอกว่าน้ำนมไหลแล้ว ช่วยลดความหงุดหงิดลงได้ ถ้าลูกแลดูไม่หงุดหงิดแล้วก็ไม่ต้องหยดน้ำนม


แม่เหนื่อยมาก ลูกยังไม่รู้จักกลางวันหรือกลางคืน แม่ควรงีบพักเมื่อลูกนอนหลับ หาผู้ช่วยงานบ้านเมื่อเป็นไปได้ (หรือปล่อยวางบ้างก็ได้) 2-3 เดือนผ่านไป ลูกจะเริ่มปรับเวลากลางวันกลางคืนได้ดีขึ้น

น้ำและอาหารเสริมเป็นของคู่กัน เมื่อลูกอายุ 6 เดือน
นมแม่มีน้ำถึง 88% มากพอสำหรับความต้องการของลูก
ลูกจะพร้อมรับอาหารตามวัยตอน 6 เดือน ให้อาหารเสริมเร็วอาจทำให้เกิดภูมิแพ้ หรือท้องอืด อาหารไม่ย่อย ลำไส้ทำงานหนัก

สาเหตุที่ทำให้นมแม่น้อย
1. เสริมนมอื่น ไ่ม่ว่าจะเป็นนมผงหรือนมบริจาค
2. ไม่ให้ลูกดูดบ่อย (ทุก 2-3 ชม.)
3. แม่รับอาหารไม่เพียงพอ อดอาหาร
4. ลูกดูดไม่ถูกวิธี อาจมีผังผืดใต้ลิ้น ฯลฯ แม่รู้สึกเจ็บ
5. ปล่อยให้เต้าคัดนานๆ ไม่บีบออก
6. ความเครียดของแม่ ลดการหลั่งของน้ำนม


ลูกดูดนมทั้งวัน แปลว่านมไม่พอหรือเปล่า?
- ทารกหลายคนที่ "กินเก่ง" ร้องขอดูดทั้งวัน ไม่ใช่เพราะลูกหิว แต่เป็นเพราะธรรมชาติที่สร้างให้ลูกพอใจที่ได้ดูดนมแม่ บางคนร้องขอดูดเป็นชั่วโมง ดูดๆ หลับๆ ก็ต้องดูด นี่คือ suckling reflex ที่ธรรมชาติสร้างให้ลูกดูดกระตุ้นมากๆ น้ำนมแม่จะได้สร้างมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้แม่สร้างอาหารให้ลูกอยู่รอดได้ เมื่อ 3 เดือนอาการนี้จะลดลง
- เมื่อลูกร้องดูดทั้งวัน แม่ควรนอนตะแคงให้ลูกตะแคงดูด เพื่อบรรเทาความอ่อนล้าให้แม่งีบหลับเมื่อลูกหลับ

วิธีเพิ่มน้ำนม
1. ให้ลูกดูดบ่อยๆ (ประมาณ 8 มื้อใน 24 ชม.) ลูกยิ่งดูด น้ำนมยิ่งมาก
2. ไม่เสริมนมอื่นๆ
3. หากลูกนอนยาวเกิน 3-4 ชม. แม่ควรปั๊มน้ำนมออก
4. ปั๊มหลอก (ปั๊มลม/ขโมยปั๊ม) หลังลูกอิ่มแล้ว ร่างกายจะเข้าใจว่าลูกกินเก่งและจะสร้างน้ำนมเพิ่มเพื่อให้พอกับความต้องการของลูก
5. ดูแลร่างกายแม่ด้วยอาหารสดสะอาด 5 หมู่ ดื่มน้ำอุ่นอย่างน้อย 2 ลิตร งดเครื่องดื่มคาเฟอีนเพื่อให้นอน พักผ่อนมากๆ ทานอาหารเพิ่มน้ำนมเช่นสมุนไพร พีชผักต่างๆ
6. พยายามผ่อนคลายจิตใจให้สบาย บริหารความเครียดด้วยการไม่กังวลกับอะไรที่ยังมาไม่ถึง

สต็อกนม ทำตอนไหนดี
แม่สามารถปั๊ม/บีบออกหลังลูกกินอิ่มแล้ว
ค่อยๆ ปั๊มหรือบีบมือหลังทุกๆ มื้อ เก็บในขวดเดียวกันแล้วเทรวมได้ค่ะ
ในช่วงเดือนแรกหากลูกดูดตลอด บางทีปั๊มด้วยเครื่องจะปั๊มไม่ออก
ก็ให้ลูกดูดไปเพราะจะได้ช่วยกระตุ้นให้น้ำนมมามาก
เดือน 2-3 จะพบว่าน้ำนมเพิ่มขึ้นมาก
ถ้าลาคลอดได้ 3 เดือน เดือนสุดท้ายค่อยทำสต็อกก็ยังทันค่ะ


ที่สำคัญ คอยเติมความมั่นใจในนมแม่ มีคำถามให้หาคำตอบ อย่าเชื่อสื่อโฆษณา
นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุด สะอาดที่สุด และเหมาะที่สุดสำหรับทารก ซึ่งจะไม่มีนมชนิดอื่นมาเทียบเคียงได้ เสมือนความรักของแม่ที่มีแด่ลูก


ขอให้มีความสุขกับการให้นมแม่
- ลูกจะโตและเปลี่ยนแปลงทุกวัน อย่าเพิ่งกังวลว่าจะเหนื่อยเช่นนี้ตลอดไป
- ลูกจะพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น เริ่มนอนนานขึ้น ยิ้มเก่ง คุยอ้อแอ้ แม่ก็จะรู้ใจลูกมากขึ้น ทุกๆ วันจะมีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้กันไป ขออย่าเพิ่งกังวลไปไกล ค่อยๆ ทำทุกวันให้ดี ดูไปทีละมื้อนม ค่อยๆ สังเกตไป เข้าใจลูกว่าลูกพยายามจะสื่อสาร ขอให้นึกเสมอว่าลูกยังไม่ชินกับโลกนอกมดลูก ให้โอบกอดลูกบ่อยๆ ให้นมให้ลูกสบายใจ

อย่าลืมว่า นมแม่ พอแน่ๆ
- ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้องและด้วยความเข้าใจ
- เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ย่อมเหนื่อยบ้าง ขอให้อดทน เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าสำหรับลูก ตั้งแต่วันนี้ไปจนลูกโต


ขอบอก ข้อดี (แบบย่อๆ) ของนมแม่ ก่อนจบนะคะ
สำหรับแม่
มดลูกเข้าอู่เร็ว น้ำหนักลดลงเร็ว สุขภาพดี ลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม ไม่ต้องลางานเพราะลูกไม่ค่อยป่วย
สำหรับพ่อ
ประหยัด ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์อื่นๆ ไม่ต้องช่วยล้างนึ่งขวดนม
สำหรับลูก
สุขภาพดี ได้รับสารอาหารที่เหมาะสม ไม่ค่อยป่วย ถ้าป่วยจะป่วยน้อย หายเร็ว เพราะได้รับภูมิคุ้มกันในน้ำนมแม่ เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็จะลดโอกาสการเป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ (-10%)โรคเบาหวาน (-40%)
สำหรับนายจ้าง
ลูกจ้างไม่ต้องลาเพราะลูกป่วย และต้องมีวินัยในการทำงานเพราะต้องเจียดเวลาไปปั๊มนม
สำหรับสังคม
แม่ลูกจำเป็นต้องใกล้ชิด เสริมสร้างสายใยและความสัมพันธ์ในครอบครัว
สำหรับเศรษฐกิจ
ช่วยรักษาดุลการค้า ไม่ต้องนำเข้าเครื่องจักรเพื่อผลิตนมผง เงินไม่ไหลออกนอกประเทศ อีกทั้งหนี้ครัวเรือนลดลง เศรษฐกิจพอเพียง ประหยัดได้เดือนละ 3,000-4,000 บาทต่อหนึ่งครัวเรือน
สำหรับประเทศ
ประชากรสุขภาพดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประหยัดงบประมาณการรักษาโรคจากความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เพราะนมแม่ทำให้สุขภาพดีไปจนโต
สำหรับโลก
ลดโลกร้อน ไม่ต้องใช้เครื่องจักรผลิตนม ช่วยลดขยะ (กระป๋อง ขวด จุกนม ฯลฯ) ลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น (ต้มนึ่งขวดนม)

ที่มา : http://www.thaibreastfeeding.org/component/option,com_fireboard/Itemid,95/func,view/id,94493/catid,2/limit,10/limitstart,0/

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สิ่งที่เราเก็บไว้ให้ลูกดู

                            สิ่งที่เราเก็บไว้ให้ลูกดู
                            พอทับทิมเกิด ทางรพ.ก็ใส่ป้ายข้อมือ ข้อเท้า แล้วมันหลุดจากเท้าทับทิมมา เราเลยเก็บไว้ เผื่อไว้ทับทิมโตมาจะให้ทับทิมดู เพราะเป็นสิ่งของสิ่งแรกที่ทับทิมใส่

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมหลังคลอดสำหรับลูก

  1. เบาะนอน
  2. มุ้งกันแมลง ยิ่งหน้า
  3. อุปกรณ์อาบน้ำ
  4. ยา
  5. เสื้อผ้า
  6. ตระกร้าใส่ของ
  7. อุปกรณ์ซักผ้า
  8. อุปกรณ์ล้างขวดนม
  9. ผ้ายางหรือผ้ารองกันเปื้อน
  10. ผ้าอ้อม
  11. ของเล่น