สวัสดีคะ ยินดีต้อนรับคะ

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553

รู้มั้ย...หนูตัวเหลืองเพราะอะไร

รู้มั้ย...หนูตัวเหลืองเพราะอะไร 

baby

รู้มั้ย...หนูตัวเหลืองเพราะอะไร
(Mother & Care)

          ตัวเหลืองเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับเด็กแรกเกิด และสร้างความกังวลใจให้พ่อแม่ได้ไม่น้อย ฉะนั้นเรามาทำความเข้าใจกับอาการตัวเหลือง ของลูกกันให้มากขึ้น เพื่อลดความวิตกกังวล และเพิ่มความดูแลให้ดีขึ้นกันค่ะ

ตัวเหลืองเพราะอะไร

          เนื่องจากการทำงานของตับที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จึงไม่สามารถขับสารเหลือง ที่เรียกว่า บิลิลูบิน (Bilirubin) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดง โดยปกติแล้วตับจะทำหน้าที่ดึง สารนี้ออกจากกระแสเลือด นำไปสร้างน้ำดี โดยน้ำดีส่วนหนึ่งจะเก็บสะสมในถุงน้ำดี และน้ำดีส่วนที่เหลือจะไหลผ่านท่อตับ ท่อน้ำดี ลงไปในลำไส้เล็ก เพื่อช่วยย่อยไขมัน แต่ถ้ากระบวนการดังกล่าวเกิดความผิดพลาด ก็ส่งผลทำให้สารสีเหลืองมีการสะสมอยู่ในกระแสเลือด ไม่สามารถขับออกได้ตามปกติ จึงเกิดอาการตัวเหลืองขึ้น

เหลืองแบบใดผิดปกติ
 
          สังเกตง่าย ๆ จากร่างกายของลูกน้อย เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะก็เป็นสีเหลืองเช่นกัน โดยจะเริ่มเหลืองที่ใบหน้าก่อน แล้วค่อยๆ ไล่ไปลำตัว ขาและเท้า ถ้าเหลืองเฉพาะใบหน้าและลำตัว ก็ถือว่า มีอาการเหลืองไม่มาก แต่ถ้ามีอาการมากจะเหลืองไล่ลงมาที่ขาและเท้า

          เวลาดูอาการตัวเหลืองของลูก มีข้อสังเกต อยู่บ้างค่ะ คุณแม่อาจลองกดผิวหนังบริเวณที่เห็นเป็นสีเหลือง (เพราะเด็กตัวแดงทำให้ดูยาก) ถ้าดูแล้วเห็นว่าเหลืองไม่มาก ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจหาค่าของสารเหลือง แต่ถ้าเหลืองมาก ก็ควรต้องเจาะเลือดตรวจดูค่าสารเหลืองและทำการรักษาอย่าง เหมาะสมต่อไป

ลูกตัวเหลือง อันตรายหรือไม่ 
 
          ถ้ามีอาการเหลืองไม่มาก สาเหตุเกิดจากการทำงานของตับที่ ไม่สามารถขับสารเหลืองในร่างกายได้  อาการตัวเหลืองของลูกจะหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์หลังคลอด แต่ในเด็กบางรายอาจมีอาการตัวเหลืองนานกว่า 1 สัปดาห์ แต่ไม่มีอาการผิดปกติอื่น อาการเช่นนี้อาจเกิดจากการดูดนมแม่ ที่มีสารบางอย่างทำให้เด็กตัวเหลือง ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กแต่อย่างใด เพียงแต่  คุณหมออาจแนะนำให้งดนมแม่สัก 2 วัน เมื่ออาการตัวเหลือง ลดลง ค่อยกลับมาให้นมแม่เหมือนเดิม

          ที่ต้องระวังเป็นอันตรายกับลูกก็คือ ลูกตัวเหลืองมากขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือมีอาการที่ผิดสังเกต เช่น ซึม งอแง ไม่ดูดนม หรืออาเจียน คุณแม่อย่านิ่งนอนใจ ควรพาลูกไปหาคุณหมอทันที เพื่อตรวจเช็กค่าสารเหลือง เพราะอาการตัวเหลืองมาก ๆ อาจทำให้เกิดอาการชัก เป็นอันตรายต่อสมองลูกน้อยได้ จำเป็นต้องอยู่ ภายใต้การดูแลของคุณหมอ

ลูกตัวเหลือง ดูแลอย่างไร 
 
          เนื่องจากมีหลายสาเหตุ ที่ทำให้เด็กแรกเกิดมีอาการ  ตัวเหลือง ดังนั้น เพื่อความอุ่นใจกับอาการของลูกในเบื้องต้น คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบคุณหมอ  และผ่านการวินิจฉัยเบื้องต้นจากคุณหมอ เพราะถ้าลูกมีอาการตัวเหลืองแบบปกติ คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถดูแลลูกน้อยที่บ้านได้เอง ด้วยวิธีต่อไปนี้

            ให้ลูกได้รับนมแม่ที่เพียงพอ แต่ถ้าดื่มนมแม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ เพราะในนมแม่มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เพียงให้ลูกได้ดูดบ่อยขึ้น

            พาลูกไปรับแดดอ่อน ๆ ตอนเช้า ช่วง 6-7 โมงเช้า ประมาณ 20-30 นาที หรือแดดอ่อน ๆ ในช่วงเย็น (ถ้าลมแรงก็ไม่ควรพาออกไปนอกบ้าน) อาจอยู่ในห้องที่มีแดดส่องถึง และพาลูกไปนอนบริเวณนั้นจะดีกว่า หรือให้ลูกดื่มน้ำ มากขึ้น

วิธีกำจัดหนังศีรษะทารก ที่หลุดลอก

วิธีกำจัดหนังศีรษะทารก ที่หลุดลอก

baby

กำจัดหนังศีรษะ ที่หลุดลอก (Mother & Care )

           ทารกมักจะมีสะเก็ดแห้ง ๆ ติดหรือหลุดลอกจากหนังศีรษะ ซึ่งเป็นผิวหนังที่เกิดจากต่อมไขมันอักเสบ ทำให้หนังศีรษะของทารกมีสีแดง คันและแห้งตกสะเก็ด ซึ่งอาจมีสาเหตุจากผิวหนังแห้ง ไม่ได้รับความชุ่มชื้น การแพ้แชมพูหรือนมวัว

           สมาคมกุมารแพทย์ สหรัฐอเมริกา แนะนำวิธีกำจัดผิวหนังที่แห้งตกสะเก็ดบนหนังศีรษะของทารก ดังนี้

           สระผมของทารกด้วยแชมพูสำหรับเด็กอ่อน และถูหนังศีรษะของทารกด้วยฟองน้ำนุ่ม ๆ อย่างนุ่มนวล

           ใช้แปรงขนอ่อนค่อย ๆ แปรงผมของทารกและสะเก็ดออกจากหนังศีรษะ

           ทาปิโตรเลียมเจลลี่ หรือน้ำมันมะกอกบาง ๆ บนศีรษะของทารก และหลีกเลี่ยงการใช้เบบี้ออยล์ เพราะไม่มีคุณสมบัติในการกำจัดสะเก็ดหนังศีรษะที่หลุดลอกได้

           หากสะเก็ดที่ศีรษะเป็น ๆ หาย ๆ แต่ไม่ได้เกิดจากการแพ้แชมพูที่ใช้ ให้สังเกตว่าลูกแพ้นมวัวหรือไม่ โดยดูว่าลูกมีผื่นที่ผิวหนังตรงอื่นด้วยหรือไม่ หากไม่แน่ใจอาการควรพาลูกไปพบคุณหมอ

           หากทารกแพ้แชมพูเด็กอ่อน อาจสระผมด้วยแชมพูยาได้ แต่ควรปรึกษาคุณหมอก่อน

ที่มา : http://women.kapook.com/view17356.html

12 Tips..สร้างหนูเป็นเด็กมั่น

baby - งานบ้าน

12 Tips..สร้างหนูเป็นเด็กมั่น
(รักลูก)
โดย: คุณนายไฮโซ

           ไม่ยากเลยค่ะ เพียงแต่หัดให้ลูกทำอะไรเองบ้าง เพราะเรื่องนี้แม้จะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ตาม แต่ถ้าเราหัดให้ลูกกินเอง เก็บของเล่นเอง แปรงฟัน อาบน้ำ ขี่จักรยานด้วยความสามารถของเขาเอง แม้จะล้มบ้าง เลอะเทอะบ้าง แต่อย่างน้อยความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ จะก่อเกิดขึ้น และเจ้าความรู้สึกแบบว่านี่ล่ะ จะกลายเป็นความรู้สึกนับถือตัวเอง และมั่นใจในตัวเอง (Self-Esteem) ในท้ายที่สุด


           Self-Esteem ที่ว่านี้ เราเริ่มฝึกลูกได้ตั้งแต่เป็นเด็กแบเบาะ สังเกตง่าย ๆ ว่า เจ้าตัวน้อยกำลังคืบคลานกระดืบๆ อยู่กับพื้น ถ้าเราลองเอาของเล่นไปวางไว้ข้างหน้า เขาจะรีบคลานๆๆๆ จนกว่าจะคว้าสิ่งของนั้นไว้ได้ และเมื่อเขาคว้าได้ ตาเขาจะเป็นประกายแห่งชัยชนะที่เปื้อนสุข และความรู้สึกนั้นแหละที่เขาเรียกว่า การนับถือตัวเองที่สามารถทำได้ และเมื่อลูกได้หัดได้ลองทำอะไรตามกำลังความสามารถของตัวเองอยู่บ่อย ๆ ต่อไปเขาจะเริ่มเชื่อมั่นในความสามารถของเขามากขึ้น จนเรียกว่าเป็นคนที่นับถือในคุณค่าและความสามารถของตัวเอง สะสมมากเข้า ๆ อีกหน่อยก็กลายเป็นหนุ่มสาวมั่นยุคใหม่ไปในทันที

มาดูว่า 12 วิธีสร้างลูกให้เป็นหนุ่มสาวมั่น

เด็กวัย 1-2 ขวบ

           เด็กวัยนี้ก็เหมือนเด็กทารก ที่ยังต้องการความรัก การเอาใจใส่จากเรามากมาย ถ้าจะสร้าง Self-Esteem ให้ เราต้องเริ่มต้นให้ลูกรู้ก่อนว่า เรารักเขามากแค่ไหน และเขามีคุณค่าในตัวเองแค่ไหน เมื่อเขารู้สึกเป็นที่รักแล้ว ความรู้สึกภูมิใจ อบอุ่นใจจะเกิดขึ้นจนกลายเป็นเด็กนับถือตัวเอง และมั่นใจเกินร้อย

          1.ใช้เวลาด้วยกัน แค่มีเวลากับลูก นั่งๆ นอนๆ ด้วยกัน นั่งกอดกันบนโซฟา ลูบผมลูกขณะนั่งรถไปด้วยกัน กิจกรรมแบบสบายๆ อย่างนี้ช่วยให้ลูกรู้สึกดีกับตัวเอง และมั่นคงในจิตใจได้แล้ว พอเขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก็จะมีความเชื่อมั่นที่จะออกไปเรียนรู้โลก เพื่อทดสอบความสามารถของตัวเองต่อไป

          2.อ่านนิทานให้ลูกฟัง การอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน จะช่วยให้ลูกมีไอเดียบรรเจิด หนำซ้ำยังรู้สึกถึงความรัก ที่ส่งผ่านจากเสียงที่ตั้งอกตั้งใจเล่าให้ฟังด้วย

          3. เป็นนายตัวเอง ลองให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง เช่น วันนี้อยากกินอะไร เมื่อลูกบอกความต้องการมาแล้ว ก็ต้องเคารพความคิดเห็นเขาด้วย

           ต่อไปลองเสนอทางเลือกให้ลูกเลือก เช่น หมั่นถามลูกว่าจะทำอะไรก่อนหลัง เช่น จะอาบน้ำก่อน หรือกินข้าวก่อน หรือจะดูการ์ตูนก่อน หรือออกกำลังกายก่อน แค่ลองให้ลูกคิด ต่อไปลูกจะเริ่มมั่นใจในความคิด และนับถือความสามารถของตัวเอง ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหลุดจากวินัยที่คุณวางไว้ แค่ใช้ให้เหมาะกับเวลา และตัวเลือกนั้นให้อยู่ในกิจกรรม หรือตารางประจำวันของลูกเท่านั้นเอง

          4. มอบหมายงานเล็ก ๆ ให้ เมื่อลูกทำได้สำเร็จ ก็ภูมิใจในความสามารถตัวเอง แล้วพอโตขึ้นงานใหญ่ ๆ แค่ไหนก็ไม่หวั่น..อย่างกินข้าวด้วยตัวเอง จับช้อน หยิบส้อมแม้จะเลอะเทอะไปบ้าง แต่ลูกจะปลื้มกับสิ่งที่ทำได้ จากนั้นลองฝึกให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองอย่างใส่เสื้อ ใส่กางเกง ใส่รองเท้า ฯลฯ หรือหยิบของเล็กๆ น้อย ๆ ให้เรา งานเล็ก ๆ แบบนี้ล่ะสร้างความมั่นใจ และนับถือตัวเองได้มากทีเดียว

เด็กวัย 2-3 ขวบ

           วัยนี้ค่อนข้างเริ่มเป็นตัวของตัวเองสูงแล้ว ดังนั้นจะต้องทำตัวแบบว่า...แม่ไม่บังคับหนูหรอก แต่ขอแจมสิ่งที่หนูกำลังสนใจอยู่หน่อยได้ไหม กิจกรรมที่เราสามารถสร้าง Self-Esteem ให้ลูกวัยนี้ได้คือ

          5. กินไปเม้าท์ไป การคุยกับลูกตอนเย็น ๆ อย่างเวลากินข้าว ช่วยให้เรารู้ความเป็นไปของเขาในวันนั้น อย่างสมมติวันนี้ลูกอารมณ์บ่จอยจากเพื่อน ๆ มา เราก็แค่แนะ ๆ ว่า "อือม์...ลูกจ๋าวันนี้หน้าบึ้งจัง เป็นอะไรเหรอ?" แค่ประโยคเอาใจใส่แบบนี้เองที่ช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้น และรู้สึกเป็นที่รัก

          6. นักแสดงตัวน้อย เมื่อลูกเกิดอยากแต่งตัวเป็นเจ้าหญิง หรืออยากเต้นระบำขึ้นมา โอกาสทองมาเยือนแล้วล่ะ เพราะเราสามารถตั้งคำถามถึงสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่ และถามต่อไปด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไรกับตัวเอง เช่น "ลูกจ๋า...แม่ว่าชุดเจ้าหญิงหนูสวยจัง หนูว่าไงจ๊ะ" หรือ "โอ้โห้...เต้นเก่งอย่างนี้ หนูว่าเพื่อน ๆ จะชมหนูเหมือนแม่ชมไหมเนี่ย" แค่เพียงคำถามกระตุ้นต่อมความเชื่อมั่นในตัวเองแบบนี้ ก็ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมั่นได้แล้ว

          7. อัลบั้มรูปเตือนใจ นำอัลบั้มรูปสมัยลูกยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ มาดูด้วยกัน เพื่อให้ลูกรู้ที่มาที่ไปของตัวเอง และเพื่อให้ลูกรู้ว่า ลูกมีความหมายกับเรามากแค่ไหน เราถึงต้องเก็บรูปลูกอยู่อย่างต่อเนื่อง

          8. เกมแห่งความประทับใจ เกมนี้สนุกอย่าบอกใคร แค่ถามลูกว่า เขาชอบไปเที่ยวที่ไหนกับพ่อแม่มากที่สุด หรือวันเกิดที่ผ่านมาเขาชอบของขวัญชิ้นไหนที่สุด แค่นี้เองก็สามารถทำให้ลูกรู้สึกดี ๆ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งรู้สึกดี ๆ กับตัวเองด้วย

          9. วันนี้วันดี อีกหนึ่งเกมที่สนุกไม่แพ้กัน แค่เธอเซ็ตวันใดวันหนึ่งของอาทิตย์ให้เป็น "วันดีเดย์" คือวันแห่งความดี โดยให้ลูกฟังแต่เรื่องดี ๆ จากเราว่า วันนี้ลูกทำอะไรน่ารัก ๆ ให้เราบ้าง อย่าง "วันนี้หนูน่ารักมากจ้ะที่ช่วยแม่หยิบช้อน ส้อมมาวางบนโต๊ะ" หรือ "แม่ภูมิใจที่ลูกไม่งอแงเลยในวันนี้" แค่ประโยคหวานหูแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำ และรู้สึกเห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว

          10. เล่นซ่อนหา เอาของขวัญวันเกิด หรือของขวัญปีใหม่หรือของขวัญตอบแทนที่ลูกทำดีไปซ่อนไว้ ให้ลูกควานหาอย่างสนุกสนาน พอเจอของขวัญชิ้นพิเศษนั้น ๆ ลูกจะรู้สึกว่า พ่อแม่รู้สิ่งที่ลูกทำอยู่นั้นดีแค่ไหน และมีคุณค่าต่อเราและต่อตัวเองแค่ไหน

          11. ให้ลูกช่วยงานบ้าน เช่น ช่วยกรอกน้ำใส่ขวด หรือล้างช้อนส้อม หยิบผัก หยิบไข่ เช็ด ๆ ถู ๆ โต๊ะกินข้าว งานแบบนี้ล่ะจะช่วยฝึกให้ลูกรู้ว่า เรื่องแค่นี้ลูกทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย..

          12. ทำกิจกรรมหลากหลาย เด็กวัยนี้ความสนใจยังไม่ชัดเท่าไร แต่ถ้าให้ลูกได้เล่นกิจกรรมหลากหลาย นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้ว่าชอบอะไร เหมาะกับอะไร และถนัดทำอะไรแล้ว กิจกรรมนั้น ๆ ยังสอนให้ลูกรู้ด้วยว่า คนเรามีทางเลือกมากมายให้กับชีวิต เมื่อลองทำกิจกรรมนี้แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล แต่อย่างน้อยยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกที่ดาหน้าให้ลูกประลองฝีมือ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกลองไปเลย...ไม่ว่าจะเล่นต่อไม้บล็อก จิ๊กซอว์ ปั้นแป้งโดว์ วาดรูป ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก ฯลฯ ทุกกิจกรรม ช่วยสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องความสามารถของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

ที่มา : http://women.kapook.com/view17445.html

นอนมาก ทานน้อย ปล่อยไว้ไม่ดีแน่

นอนมาก ทานน้อย ปล่อยไว้ไม่ดีแน่  

baby - นอน

นอนมาก ทานน้อย ปล่อยไว้ไม่ดีแน่
(M&C แม่และเด็ก)

           คุณแม่ส่วนใหญ่ มักปรารถนาให้ทารกแรกคลอดนอนพักผ่อนในรอบวันเป็นเวลานาน หลายชั่วโมง เพื่อให้เขาพักผ่อนเต็มที่และพอเพียง ถ้าหากนอนหลับเกินเกินไป ก็มักจะกังวลว่าทารกผิดปกติหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการนอนมากไปหรือน้อยไป ล้วนแล้วแต่มีปัญหาทั้งสิ้น ฉบับนี้เราจะกล่าวถึงปัญหาที่ทุกคนมักมองข้าม นั่นคือปัญหาการนอนมาก ทานน้อยของทารกค่ะ

เรียนรู้การนอน ของทารก

           โดยปกติทั่วไปแล้วทารกแรกเกิดการนอนเฉลี่ยในแต่ละวันจะอยู่ราวๆ 20 - 22 ชั่วโมง จะตื่นประมาณ 3 ครั้งต่อคืน และในการนอนหลับแต่ละครั้ง ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ทารกมักจะตื่นนอนเสมอเมื่อหิวนม แม้กระทั่งในเวลากลางดึก ทารกจะตื่นมาทานนมเกือบทุก ๆ 4 ชั่วโมง กระทั่งเขามีอายุ 2 - 3 ขวบ จึงจะสามารถควบคุมการนอนยาวติดต่อกันได้

ทานนมเท่าไหร่ดี

           โดยทั่วไปทารกส่วนใหญ่มักจะตื่นขึ้นมาดูดนมประมาณ 8 มื้อต่อวัน ถ้าลูกน้อยทานนมจากเต้า ก็ให้กะว่าให้ลูกทานจนอิ่ม โดยสังเกตว่าเมื่ออิ่ม ทารกจะคลายปากออกจากคลายเต้าเอง หรือถ้าเค้าหลับปุ๋ย ก็แสดงว่าอิ่มแล้วค่ะ

สังเกตการนอน การทานของลูก

           ถ้าสังเกตว่าทารกมีพฤติกรรมการทานหรือการนอนที่ผิดปกติ เช่น นอนมากเกินไป คือครบ 4 - 5 ชั่วโมงไม่ยอมลุกขึ้นมาทานนม หรือทานนมน้อยกว่าปกติ จากที่เคยทานได้เยอะ และเป็นเด็กที่ไม่เคยร้อง หรือร้องน้อย ๆ คุณพ่อคุณแม่อย่านิ่งนอนใจ ควรพาลูกไปปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดความปกติขึ้นได้ เพื่อช่วยป้องกันภาวะปัญญาอ่อนที่อาจเกิดขึ้น

           ความผิดปกติที่พบและเป็นสาเหตุทำให้ทารกมีอาการดังกล่าว เกิดขึ้นได้จากภาวะฮอร์โมนธัยรอยด์ในเลือดต่ำ ตัวเหลือง หรือเกิดการติดเชื้อ ภาวะตัวเย็นพบในฤดูหนาวหรืออยู่ในห้องที่มีอากาศเย็น หรือนอนในห้องที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ภาวะอุณหภูมิในร่างกายสูง พบในฤดูร้อน เป็นต้น

           ทารกที่นอนมาก ทานน้อย เงียบเกินไป แสดงให้เห็นถึงความปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องได้รับการแก้ไข เรื่องพัฒนาการอาจจะล่าช้ากว่าปกติ สมองหรือระบบประสาทอาจจะมีความผิดปกติ

           เรียนรู้การนอนของทารกวัย 1 ขวบ คุณแม่ที่เอาลูกเข้านอนด้วยการวางลูกนอนกับเบาะ ทั้ง ๆ ที่ลูกยังตื่นอยู่นั้น เมื่อตื่นขึ้นมากลางดึก ลูกน้อยจะเรียนรู้ที่จะกล่อมตัวเองให้หลับได้เอง โดยไม่รบกวนพ่อแม่

           ในขณะทารกอีกกลุ่มหนึ่ง ที่พ่อแม่เห่กล่อมให้หลับคาอ้อมอก ก่อนที่จะนำลูกไปนอนบนเบาะ เมื่อตื่นขึ้นมากลางดึก จะไม่รู้วิธีที่จะช่วยให้ตัวเองหลับต่อ เพราะไม่มีคนช่วยกล่อม ทารกน้อยเหล่านี้จะส่งเสียงร้องกวนพ่อแม่ ให้มาช่วยกล่อม ดังนั้น ถ้าพ่อแม่คนไหนต้องการฝึกให้ลูกหลับ โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องตื่น ก็ต้องฝึกลูกนอนหลับเองนะคะ

ที่มา : http://women.kapook.com/view17692.html

เทคนิคเสริมสร้าง EQ ลูกขวบปีแรก

เทคนิคเสริมสร้าง EQ ลูกขวบปีแรก

EQ baby

เทคนิคเสริมสร้าง EQ ลูกขวบปีแรก
(modernmom)

          อารมณ์ดีคือจุดเริ่มต้นของพัฒนาการที่ดีของลูก พ่อแม่จึงควรทำความรู้จักส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ของลูกขวบปีแรก และต้องตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของลูกน้อย เพื่อให้เขาเติบโตได้อย่างสมวัยค่ะ

0-3 เดือน

          เจ้าตัวเล็กมีอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าที่คิดค่ะ ตั้งแต่แรกเกิดลูกจะมีความสุข เมื่อรู้สึกพอใจ เวลาที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่มีคนมาอุ้มหรือโอบกอด หรือเมื่อลูกสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น แม่ ๆ มักสังเกตเห็นว่าเจ้าตัวเล็กยิ้มให้คุณให้กับคนใกล้ชิด แต่ยังเป็นยิ้มที่ไม่มีความหมายจนกว่าจะถึงวัย 6-8 สัปดาห์นั่นแหละค่ะ

          นอกจากนี้เด็กเล็กยังมีความรู้สึกเป็นทุกข์ด้วยค่ะ ทุกข์จากความหิว ตกใจ หรือรู้สึกไม่สบายตัว จะใช้การ้องไห้เป็นการสื่อสาร พอถึงวัย 2-3 เดือน เริ่มสงสัยและหัวเราะชอบใจเวลาที่คุณเล่นกับเขา

          Activity : ชวนลูกเล่นเกม "รอยยิ้มของหนู" ด้วยการอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนแล้วโยกไปมาเบา ๆ ใช้นิ้วลูบไล้บริเวณแก้มของลูก เมื่อลูกยิ้มรับก็พูดชื่นชมให้ลูกรู้ว่าคุณรักเขาแค่ไหน ที่สำคัญขณะที่ลูบแก้มของลูกอยู่ ให้นับ หนึ่ง สอง สาม แล้วพูดว่า "ยิ้มนะจ๊ะ" ก็เรียกรอยยิ้มจากลูกได้แล้ว

3-6 เดือน

          เด็กวัยนี้เริ่มแสดงอารมณ์ทางสีหน้าและแสดงท่าทางแล้ว โดยเฉพาะเมื่อพบคนที่คุ้นเคย ลูกจะยิ้มง่าย เรียกร้องความสนใจให้แม่เดินเข้าไปหา แต่เมื่อแม่เดินจากไปจะร้องไห้จ้าเลยทีเดียว พอ 4 เดือนเริ่มส่งเสียงแสดงอารมณ์ไม่พอใจ สนุก หงุดหงิด หัวเราะ รู้จักความกลัว กังวลและโกรธแสดงปฏิกิริยาต่อต้านเมื่อมีคนหยิบของเล่นชิ้นโปรดไป และพยายามเลียนแบบสีหน้าที่สื่อถึงอารมณ์ต่าง ๆ ด้วย

          Activity : "เกมจ๊ะเอ๋ผ้าอ้อม" จะพัฒนาอารมณ์ให้เด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี เกมนี้ทำให้การเปลี่ยนผ้าอ้อมกลายเป็นความสนุก เพียงยกผ้าอ้อมขึ้นมาปิดหน้าคุณไว้ แล้วเปิดออกพร้อมพูดว่า "จ๊ะเอ๋" ทำได้หลายครั้ง ลูกไม่มีวันเบื่อค่ะ

6-8 เดือน

          ตอนนี้ลูกเริ่มมีความต้องการที่ชัดเจน และแสดงออกว่า ตัวเองต้องการอะไรที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือการพัฒนาอารมณ์ขันค่ะ โดยเฉพาะตอนที่เล่นเกม หรือได้รับปฏิกิริยาตอบกลับที่กระตุ้นความสนใจ เช่น แกล้งทำของตกแล้วทำท่าตกใจ ขณะเดียวกัน ลูกก็เริ่มกลัวคนแปลกหน้า เพราะเขาสามารถจดจำใบหน้าของคนใกล้ชิดได้แล้ว แถมยังกลัวการแยกจากแม่ ทำให้เกิดอาการติดแม่ และกลัววัตถุแปลกใหม่อีกด้วย

          Activity : "เกมเจ้าหนูตัวน้อย" เป็นการใช้นิ้วเคลื่อนไหวเป็นรูปวงกลมบนฝ่ามือของลูก ไต่นิ้วไปตามแขนของลูก จนถึงใต้คางแล้วจั๊กจี๋ที่ใต้คาง หรือเล่นที่นิ้วเท้าของลูกวิ่งวนไต่ขึ้นไปตามขา จนถึงหน้าท้อง ทำให้ลูกหัวเราะคิกคักเพราะสัมผัสของพ่อแม่

8-10 เดือน

          เป็นช่วงวัยที่ลูกเกิดความรู้สึกกลัวสิ่งใหม่ ๆ เพราะตอนที่ลูกหัดยืน หัดปืน ระดับสายตาจะสูงกว่าตอนนั่งและนอน ทำให้ลูกรู้จักช่องว่าง และรู้สึกกลัวความสูงหรือกลัวของที่เคลื่อนไหว เช่น ตุ๊กตาเคลื่อนไหวได้ เรียกว่าเป็นการกลัวที่เกิดจากการค้นพบโลกใบใหม่นั่นเอง และเพราะรู้จักโลกไปใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ นี่เองลูกจึงสนุกกับการค้นพบ พอ ๆ กับเบื่อง่าย

          Activity : "เกมถาดหลุมแสนกล" เกมนี้มีอุปกรณ์หาง่ายอย่างจานที่มีหลายหลุม กล่องที่มีช่องหลายช่อง และของชิ้นไม่ใหญ่ที่สามารถใส่หลุมที่เตรียมไว้ได้ ทำเป็นตัวอย่างให้ลูกดูก่อน โดยหยิบของที่เตรียมไว้มาใส่ลงไปในหลุม แล้วหยิบออก แล้วใส่ลงไปใหม่ ให้ลูกลองเล่นด้วยวิธีเดียวกันจนครบทุกหลุม แต่ต้องระวังขนาดของสิ่งของที่จะหยอดด้วยนะคะ เพราะลูกอาจจะหยิบเข้าปาก หู หรือจมูก จนเป็นอันตรายได้

10-12 เดือน

          เริ่มแสดงความเป็นเจ้าของ เรียกร้องความสนใจ และกังวลเรื่องการยอมรับและไม่ยอมรับของคนอื่น ถ้าเด็กคนอื่นได้รับความสนใจก็จะร้องไห้ ติดพ่อแม่และต้องการการยอมรับจากพ่อแม่ กลัวสถานที่ใหม่ ๆ แสดงออกทางอารมณ์ได้ดี และสามารถรับรู้อารมณ์คนอื่นได้ด้วย ไม่ใช่ความรู้สึกกลัวเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น เจ้าตัวเล็กยังมีอารมณ์ขันมากขึ้นด้วยค่ะ

          Activity : "เกมทำฝน" มีอุปกรณ์ที่หาได้ในบ้านคือ ขวดพลาสติกใบเล็กๆ ที่มีหูจับ นำมาเจาะรูรอบ ๆ ขวด ทำให้ลูกดูด้วยการใส่น้ำในขวด แล้วยกขวดขึ้นก็จะได้ฝนตกสมใจ ให้ลูกลองเล่นตาม อย่าลืมร้องเพลงเกี่ยวกับฝนประกอบการเล่นด้วยนะคะ

          การเติบโตทางภาวะอารมณ์ที่ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ จะช่วยพัฒนาเป็นพื้นฐานอารมณ์ของเบบี๋ และเมื่อพ่อแม่รับรู้พัฒนาการด้านอารมณ์ในช่วงวัยต่าง ๆ ของลูก พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความรัก ความอบอุ่นและความเอาใจใส่เป็นอย่างดี จนกลายเป็นเด็กอารมณ์ดี มีความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจค่ะ

ที่มา : http://women.kapook.com/view17546.html
 

วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ท้องเสียหรือเปล่า?

                          ตอนทับทิมอายุได้เดือนกว่า ถ่ายวันหนึ่ง 12-15 ครั้งเลยละ แต่อุจจาระไม่เหลว ไม่มีมูกเลือด ลูกก็ร่าเริงดี เราก็กลัวลูกท้องเสียมาก  เลยเปิดอ่านในเน็ตหลายๆเว็บบอกเหมือนกันว่า ไม่เป็นไร ถ้าเด็กร่าเริงดี ไม่งอแง ไม่มีมูกเลือด ไม่ถ่ายเหลว แต่ไม่แน่ใจเลยโทรไปหาหมอเด็กอีกที หมอเด็กบอกว่าไม่เป็นไร บอกเหมือนในเน็ตเลยละ แล้วหมอเด็กแนะนำให้ใช้ยาที่มีส่วนผสมของ Zinc oxide  มาทา เพราะเด็กถ่ายบ่อยก้นมักจะแดง แล้วถ้าถ่ายบ่อยอย่างนี้ พยายามล้างดีกว่าเช็ดเพราะก้นจะยิ่งแดงถ้าเช็ดบ่อยๆ เราคนเป็นแม่ก็ห่วงอย่างนี้แหละน๊า

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

หลังฉีดวัคซีน

                            พอทับทิมอายุ 2 เดือนเราก็พาไปฉีดวัคซีน ที่อนามัยใกล้บ้าน ตอนฉีดร้องน่าดูเลย อิอิ น่าสงสาร พอกลับมาบ้าน ก็ดูดนมหลับไป ตื่นขึ้นมาให้ดูดนม ก็ไม่เอา อยู่ๆก็ร้อง เราไม่รู้จะทำไงเลยจับหัดคว่ำ ยิ่งครางใหญ่เลย เราก็ยังใจร้ายให้คว่ำต่อ เพราะว่าให้อะไรก็ไม่เอา จนสุดท้ายนึกได้ว่าอาจเป็นไข้ วัดไข้ดู 37 กว่า โอ้!! เรารู้สึกผิดมากเลย ยังเอาลูกมาคว่ำอีก คนเราผู้ใหญ่เป็นไข้ยังปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเลย นี้ทับทิมคงปวดเมื่อยเหมือนกัน แต่เราดันจับลูกหัดคว่ำอีก เฮ้อออออ
                            หลังจากรู้ว่าลูกเป็นไข้ เราก็ให้ยาลดไข้ ก็ Paracetamal เฉยๆ นั้นแระ แล้วก็เช็ดตัวลดไข้ ทับทิมคงรู้สึกไม่สบายตัว เพลียๆ เลยหลับไป ไม่ค่อยร้องงอแง เหมือนตอนไม่เป็นอะไร แต่ดูดนมได้ดี พออีกชั่วโมงวัดไข้อีก 38 กว่า สูงขึ้นอีก จับมาเช็ดตัวลดไข้ จนไข้เริ่มลด และก็ติดแผ่นเจลลดไข้ที่หน้าผาก และตามซอก ข้อพับต่างๆ ยายก็โทรมาถามเพราะเป็นห่วงทับทิม เราบอกว่ามีไข้ ยายรีบบอกตาให้มาดูเลย ตาเลยรีบกลับบ้าน(ทำงานอยู่)  พอตามาถึงก็บอกว่าทับทิมมีไข้นี้หมดฤทธิ์เลย
                            ทับทิมเป็นไข้หลังจากฉีดวัคซีน หลังจากนั้นก็ดีขึ้น มีฤทธิ์เดชเหมือนเดิม